กฎหมายน้ำหนักบรรทุก 2569 รถบรรทุกวิ่งได้กี่ตัน + โทษบรรทุกเกิน
- Ronnarit Promsuwan

- 8 ก.ค.
- ยาว 1 นาที
กฎหมายน้ำหนักบรรทุก 2569 รถบรรทุกแต่ละประเภทวิ่งได้กี่ตัน

สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง การรู้พิกัดน้ำหนักบรรทุกตามกฎหมายไม่ใช่แค่เรื่องเลี่ยงค่าปรับ แต่เป็นหัวใจของการคุมต้นทุนและเลือกซื้อรถให้ตรงกับงานจริง เพราะการบรรทุกเกินพิกัดทำให้ช่วงล่าง เครื่องยนต์ และยางสึกหรอเร็วกว่าปกติหลายเท่า ขณะที่การเลือกรถผิดคลาสตั้งแต่แรกก็ทำให้บรรทุกได้ไม่คุ้มค่าน้ำมันในแต่ละเที่ยว บทความนี้สรุปพิกัดน้ำหนักตามประกาศกรมทางหลวงฉบับที่ใช้อยู่ในปี 2569 พร้อมบทลงโทษและวิธีนำไปใช้เลือกซื้อรถบรรทุกมือสองให้คุ้มที่สุด
พิกัดน้ำหนักรวมสูงสุด (GVW) ตามประเภทรถ
พิกัดน้ำหนักรวม (Gross Vehicle Weight) คือน้ำหนักตัวรถบวกกับน้ำหนักสินค้าที่บรรทุก โดยกฎหมายกำหนดเพดานสูงสุดตามจำนวนเพลาและล้อไว้ดังนี้
รถบรรทุก 4 ล้อ (2 เพลา): น้ำหนักรวมไม่เกิน 9.50 ตัน
รถบรรทุก 6 ล้อ (2 เพลา): น้ำหนักรวมไม่เกิน 15 ตัน
รถบรรทุก 10 ล้อ (3 เพลา): น้ำหนักรวมไม่เกิน 25 ตัน
รถกึ่งพ่วง (Semi-Trailer): 3 เพลาที่ระยะ King Pin เกิน 8 เมตร บรรทุกได้ไม่เกิน 50.5 ตัน ส่วน 6 เพลา 22 ล้อ (King Pin ไม่น้อยกว่า 4.5 เมตร) ไม่เกิน 45 ตัน
ตัวเลขข้างต้นเป็นน้ำหนัก 'รวมรถ' ไม่ใช่น้ำหนักสินค้าล้วน ดังนั้นน้ำหนักสินค้าที่บรรทุกได้จริงต้องหักน้ำหนักตัวรถออกก่อนเสมอ ตัวอย่างเช่น รถ 10 ล้อที่มีน้ำหนักตัวรถราว 8 ตัน จะเหลือโควตาบรรทุกสินค้าจริงประมาณ 16-17 ตันเท่านั้น
พิกัดน้ำหนักลงเพลา ทำไมการกระจายน้ำหนักถึงสำคัญ
นอกจากน้ำหนักรวมแล้ว กฎหมายยังคุมน้ำหนักที่กดลงแต่ละเพลา เพราะการวางสินค้าไม่สมดุลทำให้เพลาใดเพลาหนึ่งเกินพิกัดได้ แม้น้ำหนักรวมจะยังไม่เกินก็ตาม
รถ 6 ล้อ: เพลาหน้า (ยางเดี่ยว 2 เส้น) รับได้ 4 ตัน เพลาหลัง (ยางคู่ 4 เส้น) รับได้ 11 ตัน
รถ 10 ล้อ: เพลาหน้า (ยางเดี่ยว 2 เส้น) รับได้ 5 ตัน เพลาหลังคู่ (ยางคู่ 8 เส้น) รับได้ 20 ตัน
นี่คือเหตุผลที่ด่านชั่งน้ำหนักตรวจทั้งน้ำหนักรวมและน้ำหนักลงเพลา การจัดวางสินค้าให้กระจายสมดุลจึงช่วยให้บรรทุกได้เต็มพิกัดโดยไม่ผิดกฎหมาย
บทลงโทษเมื่อบรรทุกน้ำหนักเกิน
ตามพระราชบัญญัติทางหลวง ผู้ที่ใช้รถบรรทุกน้ำหนักหรือกดเพลาเกินกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ต้นทุนที่แท้จริงมักสูงกว่าค่าปรับมาก เพราะการบรรทุกเกินเป็นประจำเร่งการสึกหรอของแหนบ เพลา ระบบเบรก และยาง ทำให้ค่าซ่อมบำรุงต่อปีพุ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุที่กระทบทั้งชื่อเสียงและใบอนุญาตประกอบการขนส่ง
เวลาห้ามรถบรรทุกวิ่งในเขตกรุงเทพฯ
นอกจากพิกัดน้ำหนัก ผู้ประกอบการต้องวางแผนรอบวิ่งให้สอดคล้องกับช่วงเวลาห้ามเดินรถในเขต กทม. ซึ่งต่างกันตามขนาดรถ
รถ 6 ล้อขึ้นไป: ห้ามวิ่งเวลา 06:00-09:00 น. และ 16:00-20:00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)
รถ 10 ล้อขึ้นไป: ห้ามวิ่งเวลา 06:00-10:00 น. และ 15:00-21:00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)
รถบรรทุกวัตถุไวไฟ/ถังก๊าซ ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป และรถพ่วง: ห้ามวิ่งเวลา 06:00-22:00 น.
กฎหมายน้ำหนักมีผลกับการเลือกซื้อรถบรรทุกมือสองอย่างไร
โจทย์แรกก่อนตัดสินใจซื้อคือ 'สินค้าที่ต้องขนหนักเท่าไรต่อเที่ยว' เพราะมันกำหนดคลาสรถที่คุ้มที่สุด หากงานส่วนใหญ่หนักไม่เกิน 10-11 ตัน รถ 6 ล้อมือสองมักคุ้มกว่าเพราะประหยัดน้ำมันและคล่องตัวในเมือง แต่ถ้าต้องขนเกิน 15 ตันเป็นประจำ การเลือก รถ 10 ล้อมือสองตั้งแต่แรกจะคุ้มค่าน้ำมันต่อเที่ยวมากกว่า และไม่ต้องเสี่ยงบรรทุกเกินพิกัดของรถเล็ก
เมื่อเลือกคลาสได้แล้ว ควรตรวจสมุดคู่มือจดทะเบียนว่าน้ำหนักรถและพิกัดตรงกับที่กฎหมายอนุญาต และเช็คสภาพช่วงล่างกับแหนบให้พร้อมรับน้ำหนักจริง รายละเอียดจุดตรวจทั้งหมดอ่านต่อได้ในคู่มือเลือกซื้อรถบรรทุกมือสองฉบับสมบูรณ์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: รถ 6 ล้อบรรทุกได้กี่ตัน?
A: น้ำหนักรวมสูงสุดไม่เกิน 15 ตัน เมื่อหักน้ำหนักตัวรถแล้วจะเหลือโควตาบรรทุกสินค้าจริงประมาณ 9-11 ตัน แล้วแต่รุ่นและตัวถัง
Q: รถ 10 ล้อบรรทุกได้กี่ตัน?
A: น้ำหนักรวมสูงสุดไม่เกิน 25 ตัน หักน้ำหนักตัวรถแล้วบรรทุกสินค้าได้จริงราว 16-17 ตัน
Q: บรรทุกเกินพิกัดโดนปรับเท่าไร?
A: โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติทางหลวง
สนใจรถบรรทุกมือสองสภาพดี พิกัดถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมใช้งานจริง ดูสต็อกคัดเกรดได้ที่ ASK Kairod หรือปรึกษาทีมงานเพื่อเลือกคลาสรถให้ตรงกับงานขนส่งของคุณ














ความคิดเห็น